ดวง ธรรมะ » เคล็ดวิธีรักษาศีลให้ได้ผลชะงัด

เคล็ดวิธีรักษาศีลให้ได้ผลชะงัด

26 มีนาคม 2018
206   0

เคล็ดวิธีรักษาศีลให้ได้ผลชะงัด
คือเข้าใจศีลข้อนั้นอย่างถ่องแท้
ชีวิตจะไร้กังวลและรักษาได้เป็นปกติจนรู้สึกได้ว่า
“ศีลไม่ใช่ข้อห้ามอันน่าอึดอัด”
แต่เป็น “ข้อปฏิบัติที่ทำให้ชีวิตสุขสบายโดยแท้”
เรื่องของการรักษาศีล ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องที่แสนจะทำให้รู้สึกอึดอัด ขาดอิสระ แต่แท้จริงแล้วไม่ใช่เรื่องยาก
เพราะหากยากเกินไป ย่อมไม่มีผู้ใดทำได้และประสบผลสำเร็จได้แน่นอน
ในทีนี้ต้องขยายความไปทีละข้อ

ศีลข้อที่ 1 ปาณาติปาตา เวรมณี ( การเว้นจากการทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วงไป )ศีลข้อนี้จะขาดก็ต่อเมื่อพร้อมด้วยองค์ 5 ซึ่งประกอบด้วย
1. สัตว์นั้นมีชีวิต คำว่า “ปาณ” ในภาษาบาลีหมายความว่า อินทรีย์ที่หายใจมีชีวิตอยู่หมายถึง
มนุษย์และสัตว์เดรัจฉานทั่วไปทุกชนิด เพราะเมื่อมีชีวิตอยู่สัตว์เหล่านั้นก็ต้องหายใจเหมือนกันทั้งหมด การหายใจอยู่จึงหมายความถึงการมีชีวิตและการมีชีวิตก็หมายถึงการหายใจ ดังนั้น สิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่ยังหายใจอยู่จึงไม่ควรไปเบียดเบียนกัน
2. รู้ว่าสัตว์นั้นมีชีวิต คือมีจิตรู้อยู่แล้วว่า สัตว์นั้นยังมีชีวิตอยู่หากไปทำให้สัตว์ตายทั้งๆที่รู้ว่าเขายังมีชีวิตก็ถือว่า ศีลได้ขาดไปแล้ว
3. มีจิตคิดจะฆ่า อันนี้เข้าข่ายในเรื่องของ เจตนากรรมคือตั้งใจจะทำให้เขาตายอย่างเต็มที่มากน้อยไปแต่เจตนานั้น
4. มีความเพียรที่จะฆ่า ซึ่งเข้ากับหลักของ “ประโยคกรรม” ถ้าใช้ความเพียรมากบาปก็มากตามแต่เมื่อใดที่มีความเพียรคิดจะทำมาเกี่ยวข้องก็ถือว่าศีลขาด
5. สัตว์นั้นตายด้วยความเพียรนั้น คือผลสำเร็จแห่งการฆ่าถ้าสัตว์ตายสิ้นลมหายใจไปโดยสมบูรณ์โดยเจตนาก็ถือว่าศีลขาดไปด้วยเช่นกัน
กรณีอื่นๆ ที่เข้าข่ายกรรม “ปาณาติบาต” ได้แก่

1. การทำร้ายร้างกายและทรมานสัตว์
เพราะเหตุที่พระพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติศีลข้อที่ 1 เพื่อมิให้เบียดเบียนชีวิตซึ่งกันและกันการผิดศีลข้อที่ 1 จึงไม่ใช่ควรแค่เว้นจากการฆ่าสัตว์เพียงอย่างเดียว
ควรเว้นจากการทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกันและการทรมานสัตว์ให้สัตว์นั้นลำบากไปด้วย แม้จะเป็นเพียงการทำร้ายร่างกายเล็ก ๆน้อย ๆก็ควรงดเว้น

2. การล่าสัตว์
หากได้ชมภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ไม่ว่าไทยหรือเทศมาบ้างจะพบเห็นว่า การออกล่าสัตว์ของเหล่ากษัตริย์ ขุนนาง ล้วนเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายและได้รับการยอมรับ
แม้ในปัจจุบันก็ยังมีการล่าสัตว์เช่นนี้ปรากฏอยู่อีกจำนวนมากในหลายรูปแบบ เช่น การแข่งขันตกปลา หรือการเข้าไปล่าสัตว์ในเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่า
การเล่นสนุกของคน คือการล่าสัตว์เหล่านี้บางคนถือว่าเป็นการฝึกผจญภัยทำให้เกิดความใจกล้า
แต่ก็เป็นการผจญภัยที่เอาเปรียบมากเพราะใช้อาวุธและตนเองไปหลบอยู่บนหลังม้า หรือที่กำบังหรือบนเรือ และสัตว์ต่างๆ ที่ถูกล่าแทบจะไม่มีโอกาสต่อสู้ด้วยเลย
และสัตว์บางชนิดไม่ได้คุ้นเคยกับความใจดำอำมหิตของมนุษย์ พอสัตว์มองเห็นเข้าก็ไม่รู้ว่ามนุษย์นั้นเป็นเพชฌฆาต กว่าจะรู้สัตว์เหล่านั้นก็ถูกทำให้บาดเจ็บหรือตายไปเสียก่อนแล้ว
การยิงและล่าสัตว์โดยเฉพาะการกระทำเพื่อความสนุกนี้เป็นการแสดงความโหดร้ายยิ่งนัก ถือว่าผิดศีลข้อที่ 1 นี้อย่างรุนแรงว่าด้วย เจตนากรรม
พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เรานึกเปรียบเทียบระหว่างชีวิตเรากับชีวิตสัตว์ผู้อื่นอยู่เสมอว่าต่างก็รักตัวกลัวตายเช่นกัน หากใครที่ชอบล่าสัตว์เพื่อเป็นกีฬา ก็ขอให้งดเว้นการกระทำเหล่านี้เสีย

3. การฆ่าตัวตาย
การฆ่าตัวตายหรือการกระทำ “อัตวินิบาตกรรม” นั้นถือเป็นการผิดศีลข้อที่ 1 อย่างยิ่งยวด
“มิใช่แค่การฆ่าสัตว์ตัดชีวิตผู้อื่น”
การฆ่าตนเองก็ห้ามกระทำเป็นอันขาด พระพุทธเจ้าท่านห้ามมนุษย์ฆ่าตนเอง อย่างแรกเพราะ
เป็นการแสดงออกถึงความอับจนพ่ายแพ้ หมดทางแก้ไข เมื่อได้ฆ่าตัวเองก็เป็นการทำลายตน
เมื่อได้ทำลายตนแล้วก็เป็นการทำลายซึ่งประโยชน์ทุกอย่างที่เราจะพึงได้ในชีวิต
พระพุทธองค์สอนว่าการฆ่าตัวตายนั้นเป็น “โมฆะกรรม” หรือการกระทำที่เปล่าประโยชน์อย่างที่สุด
เพราะตายแล้วก็จบไม่เกิดประโยชน์ หมดโอกาสที่จะพัฒนาหรือแก้ไขความผิดและทำประโยชน์ดี ๆใด ๆให้เกิดขึ้นได้ซึ่งการมีชีวิตอยู่เพื่อแก้ปัญหาย่อมเป็นหนทางที่ดีกว่า
ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงสอนให้สงวนรักษาชีวิตตนไว้ให้ดีตลอดเวลา ห้ามมิให้มอบชีวิตตนให้แก่ใครและไม่ให้ฆ่าตัวเองเช่นเดียวกับการที่ไม่ให้ฆ่าสัตว์อื่น ๆ
ใครที่ฆ่าตัวตายจึงถือเป็นกรรมปาณาติบาตขั้นร้ายแรงที่สุด
ฉะนั้นเมื่อเรามีสติระวังไม่ให้แพ้ใจตนเองได้ก็จะเป็นการปิดโอกาสในการสร้างกรรมหนักเช่นนี้ให้เกิดขึ้นกับตนเอง
ผู้ที่รักษาศีลข้อที่ 1 นี้ดีแล้ว
ย่อมเป็นผู้มีความปลอดภัยในชีวิต
เป็นผู้มีเมตตาต่อผู้อื่น
เป็นผู้มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์
คนที่มีร่างกายดี จิตใจดี
ทำสิ่งใดย่อมสำเร็จทั้งสิ้น


1 แชร์ เท่ากับ 1 ธรรมทาน
โมทนาสาธุ